​นิวยอร์กเตรียมเรียกเก็บภาษีจาก "คนรวย-ภาคธุรกิจ" เดินหน้ารับมือโรคระบาด

08 เม.ย. 2564 | 17:36:58
นิวยอร์ก, 8 เม.ย. สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า — แอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ เปิดเผยว่ารัฐนิวยอร์กเตรียมเรียกเก็บภาษีจากคนรวยและบริษัทต่างๆ เพิ่มอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวหลักหมื่นหรือแสนล้านบาท) ต่อปี เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายที่สูงท่ามกลางการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

วุฒิสภาและสภารัฐนิวยอร์กผ่านร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐมูลค่า 2.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.66 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณ 2022 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ปีนี้ หลังจากหารือและบรรลุข้อตกลงกับคัวโมเมื่อวันอังคาร (6 เม.ย.)

เมื่อวันพุธ (7 เม.ย.) คัวโมเปิดเผยว่ารัฐนิวยอร์กจะเก็บภาษีได้เพิ่ม 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.49 หมื่นล้านบาท) จากการปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้สูงขึ้น และ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.35 หมื่นล้านบาท) จากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สูงขึ้น ในปีงบประมาณ 2022

และในปีงบประมาณ 2023 จำนวนเงินที่เรียกเก็บจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.03 แสนล้านบาท) และ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.14 หมื่นล้านบาท ) ตามลำดับ

ชาวนิวยอร์กที่มีรายได้มากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 786 ล้านบาท) ต่อปี จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 10.9 จากเดิมร้อยละ 8.82

นอกจากนั้นอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีรายได้ 5-25 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 157-786 ล้านบาท) จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.3 จากเดิมร้อยละ 8.82 ส่วนบุคคลที่มีรายได้ตั้งแต่ 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31-157 ล้านบาท) ต่อปี ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 9.65 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ 8.82

ด้านกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดในนิวยอร์กซิตีต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.88 และอาจต้องเสียอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.78 ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงที่สุดในสหรัฐฯ

คัวโมกล่าวว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 157 ล้านบาท) ต่อปี จะเพิ่มจากร้อยละ 6.5 เป็นร้อยละ 7.25 เป็นเวลา 3 ปี

ขณะเดียวกันคัวโมระบุว่ารัฐนิวยอร์กได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.96 แสนล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณนี้

คัวโมเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเหล่านี้จะเกิดขึ้นก่อนการยกเลิกลดหย่อนภาษีของรัฐและภาษีท้องถิ่น (State and Local Tax) ซึ่งจะทำให้ภาษีสุทธิในรัฐลดลง โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติและกลุ่มหัวก้าวหน้า แต่เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากภาคธุรกิจ

เมื่อวันพุธ (7 เม.ย.)  แถลงการณ์จากฮีเธอร์ บริกเชตตี ประธานและซีอีโอของสภาธุรกิจแห่งรัฐนิวยอร์ก ระบุว่าการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงการปรับเพิ่มภาษีภาคธุรกิจนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เนื่องจากนิวยอร์กได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมากจากรัฐบาลกลางอยู่แล้ว

บริกเชตตีกล่าวเสริมว่า ในขณะที่การช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากมาตรการล็อกดาวน์และข้อจำกัดของรัฐเพิ่มเติมนั้นเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริม “เรากลัวว่าการเรียกเก็บเงินและภาษีเพิ่มเติมจะส่งผลกระทบต่อรัฐนิวยอร์กมากกว่าเอื้อให้เกิดการฟื้นตัว”

Share this: