ผบก.ป. ‘จิรภพ’ สั่งสืบหาพยาน พิสูจน์ข้อเท็จจริงคดี ‘แม่ปุ๊ก-นิษฐา’ โพสต์คลิป ข้อความ สื่อออนไลน์ รับบริจาคเงินช่วย ลูกป่วย

23 พ.ค. 2563 | 02:49:50
วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม จับกุม นางสาวนิษฐา วงวาล หรือ แม่ปุ๊ก ในข้อหา “รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ฉ้อโกงประชาชน” ก่อเหตุหลอกลวงขายสินค้าต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่า ต้องการนำเงินไปรักษา เด็กหญิงอมยิ้ม อายุ 3 ขวบ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาด ก่อนที่เด็กหญิงอมยิ้ม จะเสียชีวิตไปเมื่อปลายปี 2563 ต่อมา นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก อ้างว่า เด็กชายอิ่มบุญ อายุ 3 ขวบ น้องคนเล็ก ป่วยแบบเดียวกัน โดยต่อมา แพทย์ตรวจสอบอาการเด็กแล้ว พบพิรุธว่า อาจถูกสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนทำลายร่างกาย อย่างไรก็ตาม นางสาวนิษฐา หรืดแม่ปุ๊ก ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ที่พบเห็นคลิป และโพสต์ บริจาคเงินเข้าบัญชี ประมาณ 20 ล้านบาท
 
ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้า ที่กองบังคับการปราบปราม ภายหลังการจับกุม นางสาวนิษฐา วงวาล หรือ แม่ปุ๊ก ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (กก.4 บก.ป.) ลงพื้นที่สืบสวนหาพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ส่วนสำนวนคดีนี้ เดิมอยู่ในพื้นที่ สภ.คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์ แจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ จึงเสนอเรื่องให้โอนสำนวนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่า จะใช้เวลาไม่นาน
 
ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ตั้งประเด็นข้อสงสัยทางคดี กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะการที่ เด็กชายอิ่มบุญ ซึ่งได้รับการรักษาจนปลอดภัยแล้ว เป็นบุตรแท้ ๆ ของนางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ผู้ต้องหา จริงหรือไม่ แม้ว่า ในใบสูติบัตรจะยืนยันชัดเจนว่า นางนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก เป็นมารดา ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนื่องจาก กฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งเกิดบุตรนั้น ยังมีช่องโหว่บางอย่างที่ทำให้บุคคลที่ไม่ใช่ บิดา มารดาที่แท้จริงของเด็ก สามารถจะทะเบียนในการเป็น มารดา ของเด็กได้ จึงจำเป็นต้องตรวจ ดีเอ็นเอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บตัวอย่าง ดีเอ็นเอ ของนางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก และเด็กชายอิ่มบุญ ส่งไปตรวจพิสูจน์ทราบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์แล้ว โดยคาดว่า น่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้า
 
รายงานข่าว มูลเหตุที่ทำให้เกิดข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ พบว่า เป็นผลมาจาก พฤติกรรมที่ผิดแปลกของ นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ที่อ้างตัวเป็นแม่ เนื่องจากในช่วงที่ เด็กชายอิ่มบุญ ยังมีอาการป่วยหนักอยู่นั้น ธรรมชาติของคนเป็นแม่ ควรจะเอาใจใส่ดูแลลูกจนไม่มีเวลาคิดหรือทำอย่างอื่น แต่ปรากฎว่า นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก กลับสนใจหรือมุ่งแต่เรื่องการถ่ายคลิปวิดีโอ โพสต์ข้อความลงในสื่อโซเชียลเพื่อสร้างกระแสรับเงินบริจาคจากประชาชน และยังมีข้อสังเกตเรื่องการส่งตัว เด็กชายอิ่มบุญ ไปอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งเด็กชายอิ่มบุญ มีอาการดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ
 
แต่เมื่อเด็กชายอิ่มบุญ กลับไปอยู่ในความดูแลของนางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ไม่นาน ก็จะมีอาการทรุดลงอย่างหนัก อีกทั้งเด็กชายอิ่มบุญ ยังแสดงอาการหวาดกลัวไม่อยากเข้าใกล้หรือติดต่อกับนางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ทั้งนี้พฤติกรรมดังกล่าวของเด็กชายอิ่มบุญ จะเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกๆ ครั้งที่นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก โทรศัพท์ติดต่อมาหาเด็กชายอิ่มบุญ ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เด็กชายอิ่มบุญ กลับเลือกที่จะกดตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง ไม่ยอมสนทนาพูดคุยกับนางนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ผิดธรรมชาติของเด็กในวัย 2 ขวบ ที่มักจะติดแม่ ไม่ยอมให้ห่าง โดยเฉพาะกรณี นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก อ้างว่าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูกน้อยเพียงลำพัง เด็กจะยิ่งติดแม่มากกว่า เด็กทั่วไป
 
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ได้ทำการตรวจสอบประวัติความเป็นมาของผู้เป็นพ่อ ของเด็กชายอิ่มบุญ ปรากฎว่า นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก กลับอ้างว่า ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ โดยบอกว่าก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์ เด็กชายอิ่มบุญ ได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งและได้พบเจอกับชายหนุ่มคนหนึ่งจนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง คบหากันในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 3 วัน ก่อนจะเลิกรากันไป นอกจากนี้ นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก อ้างว่า ไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ เพราะเห็นว่าประจำเดือนยังมาปกติ กว่าจะรู้ตัวว่า ตั้งครรภ์ เด็กชายอิ่มบุญ อายุครรภ์ก็เกือบจะครบ 9 เดือน และท้องก็ไม่โตมากจนผิดปกติ จึงไม่ได้มีการฝากครรภ์กับทางโรงพยาบาล
 
จากการสอบสวน พยานบุคคลใกล้ชิด นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ต่างยืนยันว่า ก่อนจะพบเด็กชายอิ่มบุญ ไม่เคยเห็น นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ตั้งครรภ์มาก่อน ทราบว่า นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก มีบุตร ตอนพาเด็กชายอิ่มบุญกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งข้อสังเกตว่า คำกล่าวอ้างของ นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ยังไม่มีน้ำหนักมากเพียงพอ หากผลการตรวจพิสูจน์ออกมาว่า ดีเอ็นเอ นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ไม่ได้เป็นแม่จริงๆ ของเด็กชายอิ่มบุญ น้ำหนักความน่าเชื่อในคดี ทำร้ายเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้น
 
อย่างไรก็ตามจากกรณีที่ นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก กล่าวอ้างกับบุคคลอื่นว่า  มีอาชีพเป็นเภสัชกร จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่า นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ไม่ได้เป็นเภสัชกร แต่เคยเรียนเภสัชกร อยู่ 3 ปี ไม่จบหลักสูตรการศึกษา นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีธนาคาร ต่าง ๆ ที่นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก โพสต์เพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือนั้น เบื้องต้น พบว่า มี 4 บัญชี โดย 3 บัญชี ถูกเปิดในชื่อแม่แท้ๆ ของเด็กหญิงอมยิ้ม บุตรบุญธรรมที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 1 บัญชี เปิดในชื่อของนางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก มียอดเงินจากผู้บริจาคเข้ามาจำนวนกว่า 10 ล้านบาท มีผู้ร่วมบริจาคเงินกว่า 3,000 คน มีการโอนเงินเข้าบัญชี 8,000 ครั้ง และพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีดังกล่าว ราว 20 ล้านบาท
 
จากการสอบสวน แม่แท้ ๆ ของเด็กหญิงอมยิ้ม ได้รับการชี้แจงว่า ก่อนหน้าที่เด็กหญิงอมยิ้มจะเสียชีวิต นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ติดตามาข้อให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร โดยอ้างว่า จะนำไปใช้เป็นหลักฐานการทำประกันให้กับเด็กหญิงอมยิ้ม จึงหลงเชื่อเปิดบัญชี ไม่ทราบว่า นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก จะนำบัญชีไปใช้ในการสร้างความน่าเชื่อถือหลอกรับบริจาคเงิน และนำบัญชีไปใช้หลอกขายสินค้าออนไลน์ โดยบัญชีของแม่แท้ๆ เด็กหญิงอมยิ้ม จากการสอบสวน มีผู้เสียหายถูกหลอกขายสินค้าบางรายแจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกง
 
สำหรับมูลเหตุหลักในการฉ้อโกงเงินบริจาคนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบสวนพบว่า นางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก มีปัญหาหนี้สิน ปัญหาด้านการเงิน และอาจสร้างเรื่องขึ้นมา  อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติค่ารักษาพยาบาล เด็กหญิงอมยิ้ม กับทางโรงพยาบาลที่ทำการรักษาครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต พบว่า มียอดค่ารักษาเพียง 1 ล้านบาท แต่ยอดเงินบริจาคที่ได้รับตอนนั้นพบว่ามีหลายล้านบาทกับค่าใช้จ่ายในการรักษา แต่นางนิษฐา ยังคงเปิดรับบริจาคต่อ ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อสงสัยคลี่คลาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำแป็นต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลที่เด็กหญิงอมยิ้ม รักษาตัวก่อนหน้าจะย้ายมาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รังสิต และดูรายจ่ายอื่นๆ ของนางสาวนิษฐา หรือแม่ปุ๊ก ว่าสอดคล้องกับเงินที่หมุนเวียนในบัญชีหรือไม่

Share this: