'แพทย์จุฬาฯ' เผยผลวิเคราะห์ การแพร่ระบาดของฝีดาษลิง มีความใกล้เคียงกับ HIV ในอดีต แต่จะยืดเยื้อกว่า ชี้ปัจจัยหลักมาจาก เพศสัมพันธ์ การสัมผัสใกล้ชิด และใช้ของร่วมกัน

06 ส.ค. 2565 | 15:27:10
นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบทวิเคราะห์ ความเหมือนและแตกต่าง ในการแพร่ระบาดของโรค ฝีดาษลิง กับ เอชไอวี ในอดีต ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อมูลไว้ว่า 

วิเคราะห์ย่างก้าวของฝีดาษลิง ย่างก้าวการระบาดของฝีดาษลิงนั้นมีความคล้ายคลึงกับเอชไอวีสมัยก่อน ทั้งในเรื่องกลุ่มประชากรเริ่มต้นที่มีการระบาดมาก  
แต่ฝีดาษลิงนั้นมี feature ที่ overlap กับโรคอื่นๆ ด้วย เช่น โควิด-19 ในแง่ของช่องทางการติดเชื้อแพร่เชื้อ ซึ่งนอกจากฝีดาษลิงจะติดต่อผ่านการสัมผัสทางกายเป็นหลักแล้ว ในแถบแอฟริกายังมีการแพร่จากแม่สู่ลูกผ่านทางรก และยังมีโอกาสติดผ่านการปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวหรือที่จะจับต้องได้ (Fomites) และยังมีการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในสิ่งคัดหลั่งทางเดินหายใจ เลือด ปัสสาวะ และอสุจิอีกด้วย

หากประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ศึกฝีดาษลิงจึงมีโอกาสยืดเยื้อสูง แม้การติดเชื้อจะไม่พุ่งพรวดพราดแบบโควิด-19 ก็ตาม ด้วยจุดอ่อนเชิงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เราทราบกันดี เรื่องเพศ เรื่องการสัมผัสใกล้ชิด และการแชร์โน่นนี่นั่นร่วมกัน รวมถึงการรักษาความสะอาดของที่สาธารณะแล้ว เมื่อมีเคสฝีดาษลิงในชุมชนเกิดขึ้น โอกาสแพร่เชื้อติดเชื้อกันไปต่อเนื่องย่อมมีสูง  แหล่งที่ต้องระวังคือ สถานบันเทิงโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงสถานที่พักแรม ที่คนเยอะ แออัด รักษาความสะอาดไม่ดีพอ

Mode of transmission หลักน่าจะหนีไม่พ้นเรื่องการมีความสัมพันธ์สัมผัสคลุกคลีใกล้ชิด และเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะชายกับหญิง ชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแบบกลุ่มก็ตาม
ส่วน Fomite transmission นั้น แม้โอกาสจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะไม่รู้จะแจ็คพอตที่ใคร วันใด และที่ใด

การระงับความอยาก ใช้สติมาช่วยให้เกิดความยับยั้งชั่งใจตอนที่คิดจะสานสัมพันธ์ หมั่นสังเกต ตรวจตราก่อนจะหน้ามืด จึงมีความสำคัญ การใส่หน้ากากเวลาตะลอน มีความจำเป็น ทั้งป้องกันฝีดาษลิงและโควิด-19 และสุดท้ายคือ การพกสเปรย์แอลกอฮอล์ ไปใช้ล้างมือหลังจับสิ่งของสาธารณะ รวมถึงพ่นฆ่าเชื้อตามสุขา และสถานที่พักแรมตอนที่ไปท่องเที่ยว ก็ถือว่ามีเหตุผลสมควรทำ กันไว้ดีกว่าแก้ เหล่านี้คือสิ่งที่ควรปฏิบัติ

ทั้งนี้ หากธรรมชาติการระบาดเป็นไปดังที่เรียนรู้จากอดีต การปะทุที่อาจเกิดขึ้นมา ก็จะใช้เวลาสักระยะ ซึ่งนานกว่าโควิด-19 และคล้ายเอชไอวี และมักจะออกมาในรูปแบบ superspreading ในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงถ้าระบบเฝ้าระวังดีพอ  แต่หากระบบเฝ้าระวังไม่ดีพอ ก็อาจเจอปรากฏการณ์ดาวกระจาย
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนอย่างพวกเราคือ ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ








 
Share this: