" ลุยต่อคมนาคม-เกษตรฯ kick off ภาคกลางยางพารา จ.อุทัยธานี "

30 ก.ย. 2563 | 19:54:10
" ลุยต่อคมนาคม-เกษตรฯ kick off ภาคกลางยางพารา จ.อุทัยธานี "
 
กระทรวงคมนาคมจับมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ kick off โครงการนำยางพารามาปรับปรุงความปลอดภัยทางถนน ล่าสุด kick off โครงการที่จังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดที่ 6  ซึ่งเป็นจังหวัดในภาคกลางที่มีเกษตรกรชาวสวนยางและกลุ่มสหกรณ์ที่เข้มแข็ง
 
นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เป็นประธานเปิดโครงการนำการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Of)   พร้อมด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์   พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี กรมทางหลวง นายปฐม เฉลยวาเรศ  อธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายพิเชษฐ์​ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมงาน 
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยทางถนน 
 
โดยนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการทำเครื่องกั้นถนนครอบวัสดุยางพาราหรือ rubber fender berier และหลักนำทางยางธรรมชาติ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณตั้งต้นโครงการฯ เพื่อใช้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2563 วงเงินกว่า 2,700 ล้านบาท หลังจากนั้นได้เดินหน้า kick off สร้างการรับรู้กับชาวสวนยาง เริ่มจากจังหวัดจันทบุรี  ซึ่งพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดโครงการ  และกระทรวงคมนาคม ยังได้ลงพื้นที่เริ่ม kick off โครงการในหลายจังหวัด สตูล นครพนม บึงกาฬ เลย และล่าสุดที่จังหวัดอุทัยธานี 
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุด้วยว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้ง
กรมทางหลวง (ทล.) และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้กำหนดแผนการดำเนินโครงการ ดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2563-2565 โดย มีปริมาณการใช้ยางพารา จำนวน 1,007,951 ตัน และจะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ ดังกล่าว มาใช้ติดตั้งบนถนนของ ทล. และ ทช. ระยะทางรวม 12,282 กิโลเมตร คิดเป็นผลประโยชน์ที่เกษตรกรชาวสวน ยางจะได้รับ จำนวน 30,108 ล้านบาท และจะมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อเปลี่ยนแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ ทดแทนที่เสื่อมสภาพหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ยางพาราในทุกๆ ปี ปีละไม่น้อย กว่า 336,000 ตัน
 
สำหรับปริมาณการใช้ยางพาราในโครงการดังกล่าว  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมระบุว่า  ก่อนหน้านี้ในปี 2562 มีปริมาณการใช้น้ำอย่างพาราสดในโครงการของรัฐมากกว่า 129,000 ตัน แต่เมื่อมีโครงการนำร่องการนำยางพารามาผลิตใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยบนท้องถนนใน3เดือนนี้ พบว่า มีปริมาณการใช้ยางพารากว่า 50,000 ตัน ซึ่งถือว่า เป็นปริมาณการใช้ ที่เท่ากับปริมาณในปี 2561 
 
โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มั่นใจว่าโครงการยางพาราเพื่อความปลอดภัยทางถนนนี้ เมื่อมีเป้าหมายในการใช้ยางพาราแต่ละปีชัดเจน จะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่ยางพาราเพิ่มขึ้น โดยหลังจากการเริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา 1 เดือน  ล่าสุดราคาน้ำยางพารา อยู่กิโลกรัมละ 63  บาท ขณะที่ราคายางก้อนถ้วย มีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีนิยมผลิตเพื่อทำการขายนั้น ก่อนที่จะมีโครงการราคาเคยตกต่ำถึงกิโลกรัมละ 8 บาท  ก่อนที่จะมีการเริ่มต้นโครงการฯ แต่ ณ วันนี้ ราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป้าหมายที่จะผลักดันให้ราคายางก้อนถ้วยนี้ กิโลกรัมละ 28 บาท 
 
สำหรับจังหวัดอุทัยธานี  เป็นจังหวัดในภาคกลางของไทย  ที่มีการปลูกยางพาราจำนวนมากโดยข้อมูลล่าสุดของการยางแห่งประเทศไทยพบว่ามีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 1994 รายพื้นที่ปลูกยางรวมทั้งสิ้น 35, 878 ไร่  โดยผลผลิตยางพาราแบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 598 ตันคิดเป็นร้อยละ 77.25 และยางก้อนถ้วย 155 ตันคิดเป็นร้อยละ 20.0 2 ( ข้อมูลณวันที่ 23 กันยายน 2563) 
 
นอกจากนี้ จังหวัดอุทัยธานียังเป็นจังหวัดที่มีสหกรณ์ชาวสวนยางที่เข้มแข็ง โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่าการดำเนินโครงการใช้ยางพาราเพื่อความปลอดภัยทางถนน ซึ่งจะใช้สหกรณ์สวนยาง เป็นกลไกในการรับซื้อยางจากชาวสวน  จะมีส่วนในการสนับสนุนให้มีการกำหนดราคารับซื้อที่สร้างรายได้แก่ชาวสวนยางในระดับที่น่าพอใจ   ทำให้ราคายางพาราในประเทศ มีเสถียรภาพได้ในระยะยาว

Share this: