โฆษก ศบค. ‘นพ.ทวีศิลป์’ แถลงสถานการณ์ ‘โควิด-19’ พบผู้ป่วยใหม่ 3 ราย ส่งทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ โรงแรม-ห้างฯ จ.ระยอง - คอนโดฯ ในกรุงเทพฯ หลังผู้ติดเชื้อออกนอกพื้นที่สถานกัก

13 ก.ค. 2563 | 14:18:29
วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า วันนี้ มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 3 ราย กลับบ้านเพิ่ม 2 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่มเติม ผู้ป่วยสะสมรวม 3,220 ราย หายกลับบ้านรวม 3,090 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย  ยังรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล  72 ราย  ผู้ป่วยรายใหม่ ทั้ง 3 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เข้าพักในสถานเฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) โดยไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศเป็นวันที่ 49
 
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ผู้ป่วยรายใหม่ เป็นผู้ที่เดินทางมาจาก (1.) ประเทศคูเวต  เป็นผู้ป่วย เพศชาย อายุ 48 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางถึงไทย วันที่ 29 มิถุนายน 2563  เข้าพักสถานเฝ้าระวังพื้นที่ที่กรุงเทพมหานคร  ตรวจหาเชื้อครั้งแรก วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ไม่พบเชื้อ และตรวจซ้ำวันที่ 11 กรกฎาคม 2563  จึงพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ  
 
เมื่อย้อนถามประวัติความเสี่ยง พบว่า  ผู้ป่วยชายรายนี้ ช่างทั่วไปของบริษัทแห่งหนึ่งตั้งแต่พฤศจิกายน 2562 พักในแคมป์คนงาน ที่มีผู้ป่วยยืนยันจำนวนมาก โดยพบผู้ป่วยในเที่ยวบินเดียวกันก่อนหน้านี้ 10 ราย
 
ขณะที่ผู้ป่วย รายที่ 2  เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจาก บาห์เรน 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 22 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 12 กรกฎาคม 2563  โดยผ่านการคัดกรองด่านควบคุมโรค พบว่า มีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค  คือ มีไข้ จึงส่งตรวจหาเชื้อวันที่ 12  กรกฎาคม 2563 ผลตรวจพบเชื้อ
 
ส่วนผู้ป่วยรายที่ 3  เป็นผู้เดินทางมาจาก อียิปต์ 1 ราย เป็นชาย สัญชาติอียิปต์ อายุ 43 ปี อาชีพทหาร เดินทางถึงประเทศไทย วันที่ 8 กรกฎาคม 2563  เข้าพักสถานเฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ จ.ระยอง วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ออกจากโรงแรมไปทำภารกิจทางทหารที่ประเทศจีน และกลับมาในวันเดียวกันเกือบเที่ยงคืน และเข้าพักโรงแรมแห่งเดิมใน จ.ระยอง วันที่ 10  กรกฎาคม 2563 ตรวจพบเชื้อ  แต่ผลยังไม่ค่อยชัดเจนจึงตรวจอีกครั้ง โดยวันที่ 11 กรกฎาคม 2563  เดินทางกลับไปประเทศต้นทาง และผลตรวจออกวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 ว่าพบเชื้อ
 
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า  ทหารท่านนี้เดินทางเข้ามาในลักษณะของลูกเรือ ตามข้อกำหนดมาตรา 9 ฉบับที่ 6 ที่ระบุ คน 11 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ควบคุมยานพาหนะ และเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจ และมีกำหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรที่ชัดเจน ซึ่งกลุ่มนี้เข้ามาได้แต่จะมีที่พักให้ เดิมเป็นโรงแรมแถวสุวรรณภูมิ แต่เนื่องจากมีเที่ยวบินเข้ามามาก ทำให้ทหารและลูกเรือชุดนี้ จำนวน 31 คน เดินทางเข้ามาและลงที่สนามบินอู่ตะเภาแทน ส่วนอีก 30 คนที่เหลือตรวจแล้วไม่พบเชื้อ
 
ไทม์ไลน์ของการเดินทางเข้ามาของทหารรายนี้ คือ วันที่ 6  กรกฎาคม 2563  เดินทางจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  วันที่ 7  กรกฎาคม 2563  เดินทางจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังปากีสถาน วันที่ 8 กรกฎาคม 2563  เดินทางเข้ามายังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.ระยอง  วันที่ 9  กรกฎาคม 2563  ออกจากโรงแรมไปท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อไปทำภารกิจทางการทหารที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน และเดินทางกลับมาวันเดียวกัน เข้าพักโรงแรมที่เดิม จ.ระยอง วันที่ 10  กรกฎาคม 2563  เข้าคัดกรองทั้งคณะที่เดินทางมา 31 ราย วันที่ 11  กรกฎาคม 2563 เดินทางกลับออกไป แต่วันนั้นผลออกมากำกวมยังไม่แน่ชัด จึงส่งตรวจซ้ำอีกครั้ง ผลออกวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 ว่า ยืนยัน
 
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า  เรื่องนี้ต้องพูดคุยกันอย่างมากในที่ประชุม ศบค. ซึ่งเดิมกลุ่มลูกเรือเราใช้โรงแรมแถวสุวรรณภูมิ แต่ครั้งนี้มาลงสนามบินอู่ตะเภา ทำให้มาตรการของการคุมเข้มในเรื่องตรงนี้มีข้อต้องทบทวนปฏิบัติกันใหม่ ซึ่งทีมสอบสวนโรคยังพบว่า  ทีมลูกเรือนี้ได้ออกจากโรงแรมไปยังสถานที่บางแห่งใน จ.ระยอง ซึ่งทีมจะสอบสวนโรคในพื้นที่สัมผัสทุกแห่งที่กลุ่มนี้เดินทางไป ตอนนี้พอมีบางแห่ง เช่น ห้างสรรพสินค้าบางแห่งในระยอง ถ้าท่านคิดว่า มีความเสี่ยงหรือสัมผัส ให้โทร.เข้ามายัง 1422 นอกจากนี้ โรงแรมดังกล่าวที่ จ.ระยอง ถือว่าเป็นสถานที่สัมผัสกับผู้ที่พบเชื้อ ฉะนั้น การเข้าไปสอบสวนโรค ต้องครอบคลุมโรงแรมนี้ทั้งหมด
 
"ตอนนี้ ยังไม่มีข้อเสียหายที่เป็นประเด็น ถ้าคุมโรคได้ปิดจุดอ่อน กำหนดข้อปฏิบัติให้ละเอียดยิ่งขึ้น ข่าวนี้ข้อดี คือ ขอให้รับทราบว่าใกล้ตัวเรามาก เพราะไม่ได้เกินกว่าความคิดที่จะบอกว่า มีระลอก 2 ใกล้เข้ามาแล้ว ขอให้ดูแลตัวเองอย่างดี ปลอดโรคปลอดภัยนานเท่านาน"
 
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เคสผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 9 ปี ที่รายงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเดินทางมาจากภูมิภาคแอฟริกา โดยมาพร้อมครอบครัวของคณะทูต โดยวันที่ 7 กรกฎาคม 2563  เดินทางมาจากซูดาย ซึ่งมารดานำผู้ป่วยและครอบครัว รวม 5 คน ตรวจเชื้อก่อนเดินทาง แต่ไม่พบเชื้อ เดินทางถึงไทย วันที่ 10 กรกฎาคม 2563  เมื่อมาถึงได้ตรวจคัดกรอง ไม่มีอาการ จึงเก็บตัวอย่างส่งตรวจและพบเชื้อ  
 
บิดานำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาใน รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยตรวจซ้ำว่า พบเชื้อ วันที่ 11 กรกฎาคม 2563  ผลตรวจแพทย์พบ ปอดอักเสบ จึงส่งต่อมายัง รพ.รัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แต่มีการนำสมาชิกครอบครัวที่เหลือไปพำนักที่คอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งที่กลุ่มคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศที่มาปฏิบัติงานในประเทศไทย เราให้เกียรติโดยให้กักตัวในสถานทูต ในพื้นที่ของท่าน 14 วัน ดังนั้น เราต้องกำหนดมาตรการโดยละเอียดให้ครอบคลุมมากกว่านี้ และขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ประสานสถานทูตทุกแห่งถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ทีมสอบสวนโรค จะต้องเข้าไปสอบสวนในพื้นที่คอนโดแห่งนี้ด้วย
 
"การกักกันในที่พำนักบุคคลดังกล่าวภายใต้การควบคุมของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งหมายความว่า ให้สถานทูตเป็นต้นสังกัด และเราเชื่อใจกัน เรื่องต่างๆ เหล่านี้ เราเข้าใจว่าสถานทูตจะมีพื้นที่อาณาบริเวณ เป็นอาณานิคม พื้นที่ของท่านก็ให้เกียรติ พอมาเจอแบบนี้สถานที่พำนักกลายเป็นคอนโดขึ้นมา ก็ต้องกำชับกัน มีการขอให้ร่วมกันรับผิดชอบอย่างดี อาจมีมาตรการมากขึ้น โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะทำความเข้าใจสถานทูตต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือ เพื่อทำให้เกิดความเรียบร้อยมากขึ้น เรียนรู้ไปด้วยกันว่าต้องเป็นแบบนี้ 14 วันในสถานที่ของท่านโดยไม่ต้องออกมา"  นพ.ทวีศิลป์กล่าว

Share this: