"ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์" ประชุมร่วมผู้แทน กรมชล แก้ไขปัญหาภัยแล้ง

12 ม.ค. 2559 | 06:08:26

วันที่ 12 มกราคม 2559 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ประชุมแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมี นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมชลประทาน ผู้อำนวยการเขตกลุ่มกรุงเทพฯ ตะวันออก 9 เขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ที่สำนักงานเขตคลองสามวา

กรมชลประทาน รายงาน สถานการณ์น้ำในเขื่อน ซึ่งมีปริมาณน้อย สามารถใช้เพื่ออุปโภคและบริโภค รวมทั้งรักษาระบบนิเวศน์ได้ แต่ไม่สนับสนุนให้มีการทำการเกษตร โดยปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล ร้อยละ 37 เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ 50 เขื่อนแควน้อย ร้อยละ 42 และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ร้อยละ 55


ในส่วนของสำนักการระบายน้ำ รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม. มีปริมาณน้ำที่น้อย โดยได้เตรียมแผน การแก้ปัญหาระยะสั้น โดยการผลักดันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบางส่วนเข้าสู่คลองต่างๆ เพื่อเก็บกักน้ำที่จะใช้บรรเทาช่วงหน้าแล้ง ส่วนระยะยาว คาดว่าจะไม่เพียงพอและไม่สามารถผลักดันน้ำได้ จึงได้กำหนดพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมอีก 6 แห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว จากเดิมที่มีอยู่ 25 แห่ง ได้แก่ 1. คลองหม้อแตก สามารถรองรับน้ำได้ 9 แสน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.), 2. คลองพระยาสุเรนทร์ สามารถรองรับน้ำได้ 1.6 ล้าน ลบ.ม., 3. คลองคู้บอน สามารถรองรับน้ำได้ 7 แสน ลบ.ม., 4. คลองบางชัน สามารถรองรับน้ำได้ 2 แสน ลบ.ม., 5. คลองสามวา (1) สามารถรองรับน้ำได้ 9 แสน ลบ.ม. และ 6. คลองสามวา (2) สามารถรองรับน้ำได้ 7 แสน ลบ.ม. โดยได้มอบหมายให้สำนักการโยธา (สนย.) สำรวจเพื่อขอเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีก 4 แห่ง ที่อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอใช้พื้นที่เป็นพื้นที่แก้มลิง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่กลุ่มกรุงเทพฯตะวันออก 9 เขต ประกอบด้วย หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง มีนบุรี สะพานสูง บางกะปิ คันนายาว ประเวศ และบึงกุ่มมีพื้นที่การเกษตร ทั้งหมด 128,862 ไร่ 8,286 ครัวเรือน พื้นที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง 59,390 ไร่ และเกษตรกรที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง 3,869 ครัวเรือน กทม. มีมาตรการป้องกัน บรรเทาและแก้ปัญหาภัยแล้งมาต่อเนื่อง ในปีนี้แล้งหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนและระดับน้ำในคลองพื้นที่กรุงเทพฯ มีน้ำน้อยมากใกล้จุดวิกฤต ต้องให้ความช่วยเหลือเกษตรกรทำการเกษตรให้มีประสิทภาพขึ้น

"ต้องบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้ความรู้เกษตรกรปรับวิถีการผลิตทำเกษตรกรรมใช้น้ำน้อยและมีคุณภาพสูงขึ้น เป็นหน้าที่ภาครัฐถือเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ โดยจะหารือผู้ใหญ่ในรัฐบาลถึงแนวทางทำงานร่วมกัน ทำพื้นที่เกษตรกรรม 198,000 ไร่ ของกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างภาคเกษตรของประเทศ ซึ่งต้องตกลงความร่วมมืออย่างเป็นระบบจริงจังให้ดำเนินการได้อย่างยั่งยืน แม้เปลี่ยนผู้บริหารเกษตรกรก็ยังทำการเกษตรอยู่ได้ ขณะเดียวกันก็ดำเนินการแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว จัดหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเพื่อรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนและสำรองน้ำใช้ในช่วงภัยแล้ง ซึ่งต้องพิจารณาวิธีการที่เหมาะสมว่าจะใช้วิธีเช่าซื้อหรือเวรคืนที่ดิน" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

 


Share this: