ทล.-ทช. แจง แบริเออร์แปะยางพาราทนไฟ และสามารถแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุเป็นไปตามมาตรฐานสากล

09 พ.ย. 2562 | 17:31:04

นายปฐม เฉลยวาเรศ รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรณีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ในประเด็น แฉแบริเออร์แปะยางพารา “ศักดิ์สยาม” ผิดมาตรฐาน AASHTO – รถชนแท่นไฟลุกพรึบ! โดยมีการนำเสนอเนื้อหามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบแบริเออร์ที่ใช้ตามมาตรฐาน American Association of State Highway and Transportation Officials ( AASHTO) ที่มีส่วนเว้าปลอดภัยกว่าแบบใหม่ ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานรองรับและการใช้ยางพาราธรรมชาติมีความเสี่ยงต่อการติดไฟสูง เป็นอันตรายถึงชีวิตจากการสูดควัน รวมทั้งยางพาราสังเคราะห์มีราคาสูงและเกษตรกรไม่สามารถผลิตได้...นั้น

กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ขอเรียนชี้แจงในข้อเท็จจริงว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้ ทล.และทช.เร่งทำการศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยการดำเนินการทดสอบแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์ (Rubber Fender Barrier) โดยได้เน้นย้ำความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ในประเทศไทยเป็นสำคัญ รวมถึงจะต้องช่วยเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้สามารถขายยางพาราได้มากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของทางรัฐบาล ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตลอดจนร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการศึกษา ทดลอง และพัฒนา แผ่นยางพาราครอบแบริเออร์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ซึ่งจากผลการศึกษาการเกิดอุบัติเหตุต่อกิโลเมตรที่ความเร็วต่างๆ บนทางหลวงที่เป็นเกาะกลางประเภทต่างๆ ในบริเวณพื้นที่กรณีศึกษา (Case Study) ของ ชัยยุทธ์ ศรีสุด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2557) และสินีนาฏ โอจารุทิพย์ ดร.สุพรชัย อุทัยนฤมล (2562) พบว่า เกาะกลางถนนเกาะสี หากมีการขับรถยนต์ส่วนบุคคลเกินความเร็วที่ออกแบบจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ สูงกว่า 35.20 % และการเกิดอุบัติเหตุมีความรุนแรงมากถึง 55.16 % ของทุกประเภทเกาะกลางถนน แต่เกาะกลางถนนที่ติดตั้งแท่ง Concrete Barriers หากมีการขับรถยนต์ส่วนบุคคลเกินความเร็วที่ออกแบบจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 6.11 % ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าเกาะกลางที่เป็น Concrete Barriers จะสามารถแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุและควบคุมความเร็วได้ดีที่สุด

ในส่วนของมาตรฐานแท่ง Concrete Barriers ปัจจุบันประเทศไทยจะใช้รูปแบบที่เรียกว่า New Jersey Type Barrier เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของ AASHTO สำหรับแบริเออร์แบบเรียบ (Single-Slope Barrier) ที่ออกแบบโดยกรมทางหลวงชนบท ปรากฏว่า ผลการทดสอบการชนรถยนต์จะสามารถเปลี่ยนทิศทาง (Redirection) ได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน AASHTO เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีผลการทดลองแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์ในห้องปฏิบัติการของ วว. โดยมีรายงานผลการทดลองการทดสอบคุณสมบัติพิเศษของแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์ สามารถทนความร้อนได้มากกว่า 100 องศาเซลเซียส และสามารถลดแรงกระแทกได้กว่า 80% ที่ความหนา 2 นิ้ว ในส่วนของความต้านแรงยึดเหนี่ยวระหว่างคอนกรีตกับแผ่นยางสามารถรับแรงดึงที่มากกว่า 1 ตัน/ตารางเมตร ซึ่งเป็นแรงดึงที่สูงมาก และความเสื่อมสภาพของแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์ ได้มีการทดลองในทุกสภาวะอากาศ ที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ทุกวัน และทุกฤดูกาล จะมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี

กระทรวงคมนาคมได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนมาโดยตลอด ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกระทรวงจะนำวัสดุพร้อมแท่ง Concrete Barriers ไปทดสอบต่อที่ประเทศเกาหลี

กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทจึงขอยืนยันว่าการดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและมีความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหายางพาราตกต่ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราและนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนคนไทยตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม หากประชาชนและสื่อมวลชนที่สนใจความคืบหน้าหรือรายละเอียดการดำเนินงานแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์เพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่ Facebook กรมทางหลวงชนบท และ OR CODE


Share this: